พระเครื่อง ,ไก่ชน ,ของแฮนด์เมด ,ผ้าด้นมือ ,ผลิตภัณฑ์ไม้สัก Buddha Amulet Handmade product Quilt , teakwood , ศาลาไม้สักทอง ,เรือนรับรอง

       

   http://e-thailander.com  

welcome to www.e-thailander.com...Happy New Year 2557 (2014)                                                                                                                                                                                                                                                                    
 
 สถิติวันนี้ 144 คน
 สถิติเมื่อวาน 476 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
20446 คน
205875 คน
1650989 คน
เริ่มเมื่อ 2008-10-03

องค์ประกอบและประโยชน์ของว่านหางจรเข้
(Compositions and Benefits of Aloe Vera)

   ว่านหางจระเข้เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาชนิดหนึ่ง มีหลายสายพันธุ์ ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น ใบเป็นใบเดี่ยวปลายแหลม ขอบใบมีหนามแหลม ใบหนาภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางลักษณะใสไม่มีสี ว่านหางจระเข้มีประโยชน์ในการรักษาแผลในกระเพราะอาหาร สมานแผล รักษาแผลไหม้เนื่องจากความร้อน ลดการอักเสบและเป็นยาระบาย จากสรรพคุณดังหล่าวจึงมีผู้สนใจนำว่านหางจระเข้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำว่านหางจระเข้และว่านหางจระเข้ในน้ำเชื่อม รวมถึงการนำว่านหางจระเข้สดมาแปรรูปเป็นว่านหางจระเข้ผงเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารและเครื่องดึ่มอีกหลายประเภท เช่นเครื่องดึ่มเพื่อสุขภาพ เครืองดึ่มสำหรับนักกีฬาและใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตลูกอมและหมากฝรั่ง นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมผลิตอาหารเสริมเพื่อสุขภาพอีกด้วย
   แหล่งกำเนิดว่านหางจระเข้
      คำว่า "Aloe" มาจากคำว่า "Allal" ซึ่งมีความหมายว่า ฝาดหรือขม ในภาษายิว อยู่ในวงศ์ Liliaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloevera Linn ชื่อท้องถิ่นได้แก่ ว่านไฟไหม้(ภาคเหนือ) ว่านหางจระเข้ (ภาคกลาง) นำเต็ก (จีน) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Aloe, Aloin, Star Cactus, Jefferabad และ Barbados มีแหล่งกำเนิดอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา อยูในแฟมิลี่เดียวกับ พลับพลึง,หัวหอม,ทิวลิป จัดอยู่ในจีนัส Aloe พันธ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ เช่น Aloe ferox mill, Aloe indica royle, Aloe barbadensis mill, Aloe perryibaker. และ Aloe arborescens เป็นต้นมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากไปจนถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร อาจใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera Linn. ในการเรียกแทนพืชชนิดนี้ทั้งหมด เนื่องจากมีสารเคมีเป็นองค์ประกอบชนิดเดียวกัน
   ว่านหางจระเข้จัดเป็นพืชล้มลุกลำต้นสั้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่ปลายลำต้น รูปร่างยาว ปลายแหลม ขอบใบมีหนามแหลม ผิวสีเขียวมีจุดด่างสีขาว ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกมีลักษณะเป็นช่อห้อยลง ออกตรงกลางระหว่างใบ ก้านช่อดอกมียางมาก ดอกมีสีขาว เหลือง แดง ส้ม หรือแดงอมส้ม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลเป็นผลแห้งแตกได้ ใบหนาอวบน้ำ ภายในใบของว่านหางจระเข้ประกอบด้วยส่วนของน้ำยางและเจล โดยน้ำยางจะมีลักษณะใสไม่มีสี เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงสีน้ำตาล สารสำคัญที่พบในน้ำยางส่วนใหญ่เป็นสารในกลุ่มของไกลโคไซด์ (glycosides) ที่ชื่อว่าแอนทราควิโนน ซึ่งประกอบด้วย aloe emodin, aloin, barbaloin, aloesin resins และ phenols สารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ นิยมใช้เป็นยาระบาย โดยสารแอนทราควิโนนมากกว่า 50 พีพีเอ็ม สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากผลของการขับถ่าย นอกจากนี้น้ำยางทำให้ออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังส่วนของเจลประกอบด้วย ไกลโคโปรตีน ได้แก่ aloctin A และ aloctin B ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญในการรักษาแผลไฟไหม้ และลดการอักเสบ

องค์ประกอบทางเคมี
   ว่านหางจรเข้ประกอบด้วยสารต่าง ๆ หลายชนิดซึ่งได้แก่
      1. คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) เป็นองค์ประกอบหลักในส่วนที่เป็นของแข็งซึ่งมีปริมาณแตกต่างกันตามชนิด ฤดูกาลขนาดและอายุของว่าน โดยทั่ว ๆ ไปมีประมาณร้อยละ 0.3 - 0.8 ของเจล และอยู่ในรูปของ พอลิแซคคาไรด์ ซึ่งได้แก่ arabinogalactans,rhamnogalacturanans,glucomannans, acetylated glucomannan, acetylated mannan, glucogalactomannan, galactoglucoarabinomannan, glucan เป็นต้น น้ำตาลที่พบมากคือ กลูโคส (glucose) และแมนโนส (mannose) ซึ่งรวมตัวเป็นกลูโคแมนแนนที่มีอัตราส่วนกลูโคสต่อแมนโนสเท่ากับ 1 ต่อ 2.8 ความชันหนืดของเจลขึ้นกับอัตราส่วนดังกล่าวและการเกิดปฏิกิริยา acetylation ของกลูโคแมนแนน ส่วนน้ำตาลชนิดอื่น ๆ ได้แก่ กาแล็กโทส (galactose),ไซโลส (Zylose), อะราบิโนส (arabinose),แรมโนส (rhamnons), เซลลูโลส (cellulose),เฮมิเซลลูโลส (hemicellulose)และแพนโทซาน (pantosan)
      2โปรตีน (protein) เจลจากว่านหางจระเข้มีโปรตีนร้อยละ 0.013 - 0.06 กรดอะมิโนที่มีมาก ได้แก่ กรดแอสพาร์ติก (aspartic acid),แอสพาราจีน (asparagin),กรดกลูตามิก (glutamic acid),อาร์จินีน (arginine) และซีรีน (serine) นอกจากนี้มี ฟินิลอะลานีน (phenylalanine) ,วาลีน (valine),ลูซีน (leucine),ไอโซลิวซีน (isoleucine),ไกลซีน (clycine) และกลูตามีน (glutamine) เป็นต้น มีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นอยู่ 8 ชนิดโดยมีอาร์จินิน และฮีสทิดิน (histidine) ปริมาณมากกว่าชนิดอื่นคือ ร้อยละ 18 และ 13 ตามลำดับ
      3. เอนไซม์ (enzyme) ส่วนมากเป็นเอนไซม์ในกลุ่มไฮโดรเลส (hydrolase) และออกซิโดรีดักเทส (oxidoreductase)ซึ่งได้แก่เซลลูเลส (cellulase), คะตาเลส (calalase),อะมิเลส (amylase),ออกซิเดส (oxidase),คาร์บอกซีเปปทิเดส (carboxypeptidase),บราดิไคนิเนส (bradykininase),เปอร์ออกซิเดส (peroxidase),ไลเพส (lipase) และ isozymes หลายชนิดของ superoxidedismutase เอนไซม์ทั้งหมดอยู่ภายใน ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ของเซลล์พืชเมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลายจะมีการปลดปล่อยเอนไซม์เหล่านี้ออกมา
      4. สเตอรอล (sterols) พบว่ามีเคมเปสเตอรอล (campesterol),บีตา-ซิโตสเตอรอล ( B-sitosterols),และโคเลสเทอรอล (cholesterol)จำนวนเล็กน้อย
      5. กรดอินทรีย์ (organic acid) พบจำนวนเล็กน้อย ได้แก่ กรดกลูตามิก (glutamic acid) กรดซิทริก (citric acid),กรดไอโซซทริก (citric acid) ,กรดไอโซซิทริก (isocitric acid), กรดมาโลนิก (malonic acid) กรดฟูมาริก (fumaric acid),กรดทาร์ทาริก (tartaric acid),กรดซัคซินิก (succinec acid), กรดมาเลอิก (maleic acid),กรดไพรูวิก (pyruvic acid)และอนุพันธุ์ของกรดฟิโนลิก (phenolic derivatives) เช่น อะโลซิน (aloesin) ,อะโลนิน (aloenin) ปริมาณของกรดอินทรีย์จะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ซึ่งพบว่ามีมากที่สุดในฤดูร้อน
      6. วิตามิน (vitamin) ที่พบได้แก่ A , E, C , B12 , B1 ,B6 , โปรวิตามินเอ (provitamin A) ไนอะซิน และกรดโฟลิก
      7. เกลือแร่ (minerals) ที่พบมากที่สุดคือ โพแทสเซี่ยม (potassium),โซเดียม (sodium),แมกนีเซียม (magnesium) แคลเซียม (calcium),ฟอสฟอรัส (phosphorus),แมกนีเซียม (magnesium),แคลเซียม (calcium) ,ฟอสฟอรัส (phosphorus),ซิลิคอน (silicon),เหล็ก (iron),แมงกานีส (manganese),อลูมิเนียม (aluminium),โบรอน (boron),แบเรียม (barium) ทิทาเนียม (titanium),นิเกิล (nikel),โมลิบดินัม (molybdenum),ทองแดง (copper),โครเมียม (chromium),ดีบุก (tin),สังกะสี (zinc),และสตรอนเซียม (strontium)
      8สารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางยา ได้แก่
   8.1 แอนทราควิโนน (anthraquinone) ได้แก่ aloe emodin, aloesin, isoaloesin, aloein, anthronal และ barbaloin เป็นต้น พบในยางสีเหลืองที่เปลือกใบของว่านหางจระเข้ สารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ นิยมใช้เป็นยาถ่าย
   8.2 ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) พบในส่วนเจล ได้แก่ aloctin A และ aloctin B ซึ่งมีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบ 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีควมเป็นกรดสูง ได้แก่ aspartic acid, glutamic acid และ ชนิดที่มีความเป็นกรด ต่ำ ได้แก่ methionine และ histidine
   aloctin A (หรือ lectin P - 2 , alocutin A)เป็นสารที่มีความสำคัญในการรักษาแผลไฟไหม้ และลดการอักเสบ มีน้ำหนักโมเลกุล 18,000 ดาลตัน ประกอบด้วย น้ำตาล และโปรตีน ในอัตราส่วน 8 : 2 มี 2 subunits คือ แลมด้า และ เบต้า โดย แลมด้าซับยูนิท มีน้ำหนักโมเลกุล 7,500 ดาลตัน ส่วน เบต้าซับยูนิท มีน้ำหนักโมเลกุล 10,500 ดาลตัน และมี Neutralcarbohydrate อีกร้อยละ 18
   aloctin B (หรือ lectin S - 1, alocutin B, alexin B) เป็นสารที่มีความสำคัญในการรักษาแผลไฟไหม้ และลดการอักเสบเช่นเดียวกับ aloctin A โดย aloctin B มีน้ำหนักโมเลกุล 24,000 ดาลตัน ประกอบด้วย 2 subunits คือ Y2 ซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุล 12,000 ดาลตัน และมี neutral carbohydrate อยู่ร้อยละ 50
   ผลในทางยาของว่านหางจระเข้ต่อร่างกายมนุษย์
      1. การรักษาบาดแผล : เจลว่านหางจระเข้ที่สกัดสารแอนทราควิโนนออกแล้วสามารถรักษาบาดแผลได้ทั้งภายในและภายนอกโดยสามารถใช้ได้ทั้งในรูปครีม โลชั่นน้ำมัน การทาเจลบนผิวหนังจะช่วยเก็บความชุ่มชื้นของบาดแผล พบว่า acemannan, mannose-6-phosphate และกรด hyaluronic กระตุ้นการผลิตสารคอลลาเจนและเพิ่มอัตราการเกิดคอสลิงกิงของคอลลาเจนเร่งการหดตัวของบาดแผลทำให้ขนาดของบาดแผลลดลง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเอมไซม์ Beta-glucuronidase และ N-acetyl glucosaminidase ซึ่งช่วยเร่งการตกสะเก็ดและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทำให้ไม่เกิดแผลเป็น ส่วน aloin มีผลยับยั้งเอ็นไซม์ collagenase จาก Clolagenase จาก Clostridium bistolytcum ซึ่งพบในแผลติดเชื้อ จึงช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
      2.การรักษาแผลไฟไหม้ : การรักษาแผลไหม้ที่เกิดจาก ความร้อน ไฟฟ้า และการแช่เข็ง (โดยการสัมผัสกับเอทานอลและคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง) ในสัตว์ทอลองได้แก่ หมู กระต่ายและมนุษย์ โดยใช้เจลจากว่านหางจระเข้ พบว่าเจลสามารถซึมผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและช่วยรักษาเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว สามารถลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่บาดแผลลงร้อยละ 60 
      3. ผลต่อผิวหนังที่สัมผัสแสงยูวีและรังสีแกรมมา : พบว่าสาร antioxidant protein : metallothinonein ในเจลสามารถจับกับอนุมูลอิสระไฮดรอกซิลและป้องกันการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และ glutathione peroxidase หลังการสัมผัสรังสีเอ็กซ์ที่ผิวหนังและพบว่าเจลว่านหางจระเข้ช่วยป้องกันเซลล์ผิวหนังของหนูทดลองฟูออเรสเซนส์และการติดเชื้อจาก Candida spp.
      4.ต่อต้านการอักเสบ : การอักเสบของเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ผิวหนังไหม้เกิดการบวม แดงปวด มีสาเหตุจากการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว การสะสมของของเหลวในเนื้อเยื่อจึงทำให้เกิดการบวม เจ็บปวดเนื่องจากมีการปลดปล่อยสารพอลิเพปไตด์สายสั้น ๆ และ prostaglandins ออกมาหรือมีสาเหตุเนื่องจากการติดเชื้อจุลินทรีย์มีสารหลายชนิดในเจลที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ซึ่งได้แก่ cinnamic acid ester ใน aloesin, acemannan, aloctin A, aloctin B, mannose-6-phosphate,polysaccharide และ bradykininase กระบวนการออกฤทธิ์ของสารที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดการกระทบกระเทือน ทำให้เกิดการอักเสบ ยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandins ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเกิดการจับตัวของเกล็ดเลือด แต่เจลจากว่านหางจระเข้มีผลเล็กน้อยต่อการแพ้ที่เกิดจากสารเอมีน เช่น ฮีสตามีน
      5. ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน : จากการทดลองพบว่าอะซีแมนแนนสามารถเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เช่นป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียและเชื้อรา เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวต่อสารแอนติเจน ซึ่งมีผลต่อต้านไวรัสยับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระของออกซิเจนเป็นการช่วยป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อต่อมามีการสกัดสารต่อต้านการเกิดภูมิแพ้ที่เรียกว่า alpogen ซึ่งสามารถยับยั้งแอนติเจน/แอนติบอดี้ในการปลดปล่อยฮีสตามีน (histamine) และลิวโคไตรอีน (leukotriene) ในนม สารสกัดจากว่านหางจระเข้สายพันธุ์ A.arborescens ที่มีชื่อว่า Lectins และ aloctin A และ B ซึ่งเป็นสารในกลุ่มไกลโคโปรตีนที่มีน้ำหนักโมเลกุล 18,000 และ 24,000 ดาลตัน ตามลำดับ สามารถตกตะกอนโปรตีนในซีรัมในเซลล์มะเร็ง ต่อต้านเม็ดเลือดขาวในมนุษย์และยับยั้งสารเคมีที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคหัวใจสารสกัดจากว่านหางจรเข้สายพันธุ์ A.vabombe (sic) สามารถช่วยป้องกันหนูทดลองจากการติดเชื้อ Klebsiella Pneumoniae ด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังพบว่ามีสารกลูโคแมนแนนที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงกว่า 30,000 ดาลตัน สามารถช่วยยับยั้งการเพิ่มขนาดเนื้องอกในหนูทดลอง
      6.ต่อต้านโรคเบาหวาน : โรคเบาหวานมีสาเหตุจากการขาดอินซูลินมาย่อยคาร์โบไฮเดรต จากการทดลองให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานบริโภคเครื่องดื่มจากว่านหางจระเข้พบว่าทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอรไรด์ลดลง ซึ่งเกิดจากสารไกลโคโปรตีนในน้ำยางและสารพอลิแซคคาไรด์ที่สกัดได้จากใบว่านหางจระเข้สายพันธุ์ A.vena,A;ferox,A.Perryi baker, A.Africana mill, A.arborescens นอกจากนี้สารพอลิเเซคคาไรด์ในเจลยังช่วยรักษาแผลที่เกิดจากโรคเบาหวาน เพิ่มปริมาณคอลลาเจนและเฮกโซซามีน (hexosamine)
      7ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง : สาร alomicin ที่สกัดได้จากว่านหางจระเข้สายพันธุ์ A.vera, A.ferox, A.africana ด้วยเอทานอลสามารถต่อต้านการเกิดเนื้องอก และจากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า เครื่องดึ่มว่านหางจระเข้ที่มีเจลช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหารและล้ำไส้ใหญ่ ต่อมาได้มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรเกี่ยวกับสาร aloe emodin จาด A.arborescens ในการยับยั้งการกลายพันธุ์ และเซลล์โรคลิวคิเมียในมนุษย์สรไกลโคโปรตีน (หรือ lectines) จากใบของ A.vera และ A.saponaria และสารอะซีแมนแนนที่จำหน่ายทางการค้า มีคุณสมบัติเร่งการเจริญเติบโตของมนุษย์แต่ยับยั้งการเจริญของเซลล์เนื้องอก สารพอลิแซคคาไรต์ในเจลสามารถยับยั้งแหล่งกำเนิดเนื้องอกและการขยายขนาดโดยรวมตัวกับ benzopyrene -DNA
      8การต่อต้านจุลินทรีย์ : มีการใข้สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของว่านหางจระเข้ซึงได้แก่ เจล น้ำยาง ว่านทั้งใบ อะซีแมนแนน และสารที่สกัดด้วยเอทานอลและน้ำมาทดลอบการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ คือ Streptococcus pyogenes, Citrobacter sp, Serratia marcescens, Enterobacter aerogenes, Bacillus subtilis, Klebsiella pneumoniae,Stapbylococcus aureus,Escbericbia coli, Candida albicans, Mycobacterium tuberculosis, Salmonella paratypbi, Pseudomonas aeruginossa, Proteus valgaris และ Streptococcus faecalis พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ จากการทดลองในคนไข้โรค Aids พบว่าร้อยละ 71 สามารถลดอาการของโรค สาเหตุเนื่องจากการกระตุ้นให้เกิดระบบภูมิคุ้มกัน และมีรายงานว่าสารแอนทราควิโนนในน้ำยางมีผลโดยตรงในการฆ่าไวรัส เช่น aloin สามารถยับยั้งกิจกรรมของไวรัสซึ่งได้แก่ ไวรัสแผลพุพอง,ไวรัสไข้หวัดใหญ่,ไวรัสโรคอีสุกอีใส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้สารอะซีแมนแนนในการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสหลายชนิด เช่น polyomavirus ในนกหลายสายพันธุ์
      9.เป็นยาระบาย : เกิดจากจารแอนทราควิโนนในน้ำยางที่สามารถกระตุ้นการขับถ่าย สารดังกล่าวได้รับการรับรองในทางยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและในหลาย ๆ ประเทศของสหภาพยุโรปให้จำหน่ายได้ เช่นในรูปผงบรรจุแคปซูล เนื่องจากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า barbaloin สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้ใหญ่ยับยั้งการดูดซึมกลับของน้ำ กระตุ้นการหลั่งสารเมือกและเพิ่มการบีบตัวของลำไส้ ผลเสียจากการใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลย์ โดยเฉพาะการสูญเสียแร่ธาตุโพแทสเซียม
      10. สรรพคุณด้านอื่น ๆ : จากการทดลองให้ลิงบริโภคเจลว่านหางจระเข้พบว่าสามารถลดระดับ คอเรสเตอรอลได้ร้อยละ 61 นอกจากนี้ยังทำให้สัดส่วนของ HDL (high density lipoprotein)เพิ่มขึ้น และช่วยลดระดับฮอร์โมนพาราไธรอยด์

   ความเป็นพิษและผลกระทบต่อมนุษย์
      1. ผลต่อระบบสืบพันธุ์ : มีผู้รายงานว่า aloin ทำให้แท้ง และสารสกัดจากใบว่านหางจระเข้ปริมาณ 0.5 มก. ทำให้มดลูกบีบตัว นอกจากนี้มีการนำเอาสารสกัดว่านหางจระเข้ซึ่งทำให้แท้งโดยวิธีแช่แจ็งจนมีความเข้มข้นร้อยละ 7.5 และ 10 มาทดลองพบว่าสามารถฆ่าเชื้ออสุจิได้โดยไม่มีอันตรายต่อผิวเยื่อบุช่องคลอดของกระต่าย
      2. พิษต่อตัวอ่อน : เมื่อทดลองให้หนูขาวกินสารสกัดว่านหางจระเข้ด้วยเบนซินเอทานอล (50%) และคลอโรฟอร์ม ในขนาด 100มก./กก. และสารสกัดแอลกอฮอล์และน้ำ เมื่อป้อนให้หนูขาวที่ท้องในขนาด 125 มก./ กก. มีผลทำให้ตัวอ่อนพิการ
      3. ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และต้านการต่อกลายพันธุ์ : มีผู้ศึกษาพบสารที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์คือ anthraquinone glycosideและ hydroxyanthraquinone แต่สาร aloe emodineซึ่งสกัดด้วยเมทานอล สามารถยับยั้งการกลายพันธุ์ ใน Salmonella typbimurium TA98 ส่วนสารสกัดที่แยกได้จากคอลัมน์โครมาโทรกราฟฟิ่ในขนาด 50 มคก./จานเพาะเชื้อ สามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 ต่อมาพบว่าสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม และ di-(2ethylhexyl)-phthalate มีสารยับยั้งการกลายพันธุ์ใน Salmonella  typhimurium เช่นกัน    
      4.พิษต่อเซลล์ : การทดสอบความเป็นพิษของวุ้นว่านหางจระเข้ต่อเซลล์ พบว่าไม่มีผลต่อเซลล์ปกติ แต่มีผลต่อเซลล์มะเร็ง human cervical ME180 มีผู้ศึกษาผลของสารสกัดด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ พบว่าเป็นพิษต่อเซล์ Sarcoma 37 และจากการศึกษาพบว่า aloe emodin ในว่านหางจระเข้เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง leukemic K562 และมีผลต่อ lymphatic leukemic cell สาร diethylhexylphthalate มีผลต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ได้แก่ leukemic K562 , HL60 และ U937
      5พิษต่อยีนส์ : สารสกัดวุ้นจากว่าหางจระเข้ เป็นพิษต่อยีนส์ของเชื้อแบคทีเรีย Escbericbia coli แต่ไม่มีผลในการทำลายเซลล์เมนเบรนของเชื้อดังกล่าว
      6. อื่น ๆ : การระคายเคืองที่ผิวหนัง การเป็นตะคริวที่ท้อง ท้องเสีย ลดระดับกลูโคสในพลาสมา การกระตุ้นและการปลดปล่อยสารอินซูลินจากตับ ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน.

   การผลิตว่านหางจระเข้ในเชิงการค้า
      การผลิตเจตจากว่านหางจระเข้เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง และมีการพัฒนาในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  เช่นในมลรัฐเท็กซัส และฟลอริด้ มีผู้ผลิตรายแรกได้แก่ห้องปฏิบัติการแคริงตัน (Carrington) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Texas A&M มาให้คำปรึกษา และมีการปลูกว่านในคอสตาริกา ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีชื่อทางการค้าว่า Acemannan หรือ Carrisyn และManapol ซึ่งเป็นสารมิวโคพอลิแซคราไรด์ จากว่านที่ผลิตโดยบริษัท Mannatech ในปี ค.ศ. 1981  หน่วยงาน  International Aloe Science Counci ได้จัดทำมาตรฐานโดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น Aloecorp,ห้องปฎิบัติการ Terry ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายว่านรายใหญ่ ด้วยผลการวิจัยและให้ผลิตภัณฑ์ทั้งในรูปสด แช่แข็ง ทำแห้งแบบพ่นฝอย และในรูปผลิตภัณฑ์แบบเข้มข้น (concentrated) ซึ่งทำได้โดยการอบแห้งด้วยลมร้อนและทำให้แห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze dry) เช่น จาก Concentrated Aloe Corporation, CRH International Inc, และ Valley Aloe Vera Inc ห้องปฏิบัติการ ดร.Madis ได้ผลิตเจลทั้งในรูปแบบสารสกัดบริสุทธิ์และในส่วนผสมหลายสูตร บริษัทผลิตว่านหางจระเข้ในประเทศอังกฤษ (ชื่อทางการค้า "Forever Living Products)" ขายผลิตภัณฑ์ในรูปเจลและผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้ที่นำมาจากมลรัฐเท็กซัส
      การนำว่านหางจระเข้มาใช้ในอุตสาหกรรมและเครื่องดึ่มเช่น เครื่องดึ่มเพื่อสุขภาพ (เช่น power Health Aloe Vera ) เป็นผลิตภัณฑ์ช่วยรักษาอาการท้องผูก ทำให้ระบบการทำงานของลำไส้ดีขึ้น และช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ใน power HealthAloe Vera 1เม็ด (50มก.)ประกอบด้วย di-calcium phosphate,maltodextrin, aloe vera extract 200:1, modified maize starch และ magnesium stearate ซึ่งได้มาจากว่านหางจระเข้ผงที่มีความเข้มข้นมากกว่าว่านหางจรเข้สดถึง 200 เท่า เครื่องดึ่มสำหรับนักกีฬา (Aloe Vera Electrolyte Sports Drink) เครื่องดึ่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตลูกอม และหมากฝรั่ง 

สรรพคุณทางยา

1.แก้ปวดศีรษะ นำว่านหางจระเข้ตัดให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูนแดงทางที่วุ้นแล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด
2.แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกใช้ น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวกขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียกอยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลย
3.ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา ใช้วุ้นหางจระเข้ทาบ่อยๆ ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึงและลดจำนวนผิวที่ลอกเป็นขุย
4.แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ ทำความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ผ้าตรงบริเวณที่ปิดแผลเปียกอยู่เสมอ จะช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผลเป็น
5.กระเพาะลำไส้อักเสบ รับประทานวุ้นหางจระเข้ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่นในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ
6.บำรุงผมและหนังศีรษะ ใช้ วุ้นว่านหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง รุ่งเช้าจึงใช้น้ำล้างออก ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม หวีง่ายขึ้น และรักษาแผลบนหนังศีรษะ (ก่อนใช้ควรทดลองก่อนว่าแพ้ว่า หรือไม่ และควรใช้แต่น้อยดูก่อน ที่สำคัญอย่าให้ยางถูกผมเพราะยางจะกัดหนังศีรษะ)
7.ป้องกันการติดเชื้อ ใช้วุ้นหางจระเข้ ทาแผลรักษาแผลติดเชื้อได้ ทำให้แผลดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมง
8.ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ เนื่องจากวุ้นหางจระเข้มีฤทธิ์ระงับปวด จึงช่วยลดอาการคันด้วย และยังช่วยให้ผื่นคันหายเร็ว
9.ขี้เรื้อนกวาง และผื่นปวดแสบปวดร้อน ใช้วุ้นหางจระเข้ กินวันละ 1 - 2 ครั้ง ๆ ละ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ และทาควบคู่กันไปด้วย ว่านหางจระเข้ เป็นยาฝาดสมาน อาจทำให้ผิวแห้งได้ จึงควรผสมน้ำมันทาผิว หรือน้ำมันอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
10.ลบรอยแผลเป็นใช้วุ้นว่าหางจระเข้ทา เช้า - เย็นจะลดรอยแผลเป็นได้
11.ลบท้องลายหลังคลอด ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาผิวหนัง ขณะตั้งครรภ์ แม้หลังคลอดแล้วก็ควรใช้ทาต่อเพื่อช่วยให้ผิวหน้าท้องกลับคืนสู่สภาพปกติ คนที่เคยใช้ยืนยันว่าได้ผลดี
12.เส้นเลือดดำขอดที่ขา ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาที่บริเวณเส้นเลือดดำขอด และมีบางคนใช้ได้ผลดีมาก (เป็นบางคน)
13.มะเร็วที่ผิวหนัง ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาวันละ 2 - 4 ครั้ง เป็นเวลาหลายเดือน ช่วยบรรเทาได้
14.แผลครูดหรือแผลถลอก ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเบาๆ ให้ทั่วใน 24 ชั่วโมงแรก หาบ่อยๆแผลจะไม่ค่อยเจ็บและหายเร็วมาก
15โรคปวดตามข้อ รับประทานวุ้นว่านหางจระเข้เป็นประจำจะหายปวดได้


Thecatzillamusic รับจัดงานอีเว้นต์ต่างๆ ราคาเป็นกันเอง


คลิ๊กนี้มีความหมาย

Copyright (c) 2008-2015 by www.e-thailander.com