พระเครื่อง ,ไก่ชน ,ของแฮนด์เมด ,ผ้าด้นมือ ,ผลิตภัณฑ์ไม้สัก Buddha Amulet Handmade product Quilt , teakwood , ศาลาไม้สักทอง ,เรือนรับรอง

       

   http://e-thailander.com  

welcome to www.e-thailander.com...Happy New Year 2557 (2014)                                                                                                                                                                                                                                                                    
 
 สถิติวันนี้ 16 คน
 สถิติเมื่อวาน 2138 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
22936 คน
208365 คน
1653479 คน
เริ่มเมื่อ 2008-10-03

การปลูกพืชแบบไร้ดิน

          ปัจจุบันวิถีทางการดำรงชีวิตของมนุษย์ยังเผชิญกับสารพิษที่เป็นอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนึ่งในสารพิษนั้นก็คือสารพิษทางการเกษตร จะเห็นได้ว่า ผลิตผลทางการเกษตรที่บริโภคอยู่ทุกวันคงมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในอัตราส่วนที่สูง ก่อให้เกิดผลตกค้างและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น ประชาชนจึงมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวถึงการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ในที่นี้จะกล่าวถึงการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งผลิตผลของการปลูกพืชโดยระบบนี้ สามารถพบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้า แต่อย่างไรก็ตาม ราคาของสินค้าในกลุ่มนี้ยังคงมีราคาสูง เนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูง  แต่เป็นการลงทุนที่สูงในระยะเริ่มแรก ดังนั้นในอนาคตจึงมีแนวโน้มที่ลดลง อีกทั้งคาดว่าจะมีกลุ่มผู้ผลิตหันมาปลูกพืชโดยวิธีการนี้เพิ่มมากขึ้น

     การปลูกพืชไร้ดิน ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Soilles Culture และ Hydroponics
         Soilles Culture เป็นการปลูกพืชลงบนวัสดุปลูกชนิดต่างๆ แทนดิน เช่น ฟองน้ำ ทราย เวอร์มิคิวไลต์ ฟูไมต์ เพอไลต์ ใยหิน กรวด ขี้เลื่อย แกลบ ขุยมะพร้าว เป็นต้น โดยพืชสามารถเจริญเติบโตบนวัสดุปลูกจากการได้รับสารละลาย สารอาหารพืช หรือสารอาหารที่มีน้ำผสมกับแร่ธาตุต่างๆ (หรือปุ๋ย) ที่พืชต้องการจากทางรากพืช
     Hydroponics เป็นการปลูกพืชที่ไม่ใช้วัสดุปลูก กล่าวคือจะทำการปลูกพืชลงบนสารละลายธาตุอาหารพืช โดยให้รากพืชสัมผัสกับอาหารและน้ำโดยตรง
     ดังนั้น การปลูกพืชไร้ดินจึงหมายถึง วิธีการปลูกพืขเพื่อให้พืชได้รับสารอาหารหรือสารละลาย ธาตุอาหาร (น้ำผสมกับแร่ธาตุ) ที่ต้องการทางราก โดยพืชที่ปลูกนั้นจะเป็นการปลูกลงบนวัสดุปลูกหรือโดยไม่ต้องมีวัสดุปลูกก็ได้
    
ประวัติเดิมของการปลูกพืชไร้ดินครั้งแรกเริ่มที่มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนีย ในช่วงปี พ.ศ.2463 - 2473 โดย ดร.วิลเลี่ยม เอฟ เกอริด ได้ทำการทดสอบ โดยปลูกมะเขือเทศในน้ำผสมธาตุอาหารพืช ตามสูตรที่เขาได้ดัดแปลงขึ้น และประสบความสำเร็จเนื่องจากต้นมะเขือเทศเจริญเติบโตได้ดี จนกระทั่งออกดอกและติดผล ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 ดร.อาเลน คูเปอร์ ได้นำการปลูกพืชไร้ดิน โดยให้การไหลของสารอาหารเป็นไปอย่างช้าๆ มีลักษณะบางเป็นแผ่นฟิล์มผ่านรากพืช ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนี้ เรียกว่า Nutrient Film Technique (N.F.T.)

     จากการสำรวจพื้นที่การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว พบว่ามีพื้นที่ปลูกประมาณ แสนไร่ ประเทศที่มีการปลูกมากที่สุด  ในประเทศไทยก็มีการปลูกเหมือนกัน มีมากที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และ อ.หนองแค จ.สระบุรีเป็นต้น
    
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชแบบไร้ดิน
ข้อดีของการปลูกพืชไร้ดิน

1. สามารถทำการปลูกพืชในบริเวณพื้นที่ที่ดินไม่ดีหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชได้
2. ใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อยและสามารถทำการผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ
3. ลดค่าขนส่งเพราะสามารถเลือกผลิตใกล้ชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่รับซื้อ
4ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมดินและกำจัดวัชพืช
5. ใช้แรงงานน้อยแต่มีประสิทธิภาพสูง
6. สามารถปลูกพืชอย่างต่อเนื่องได้ตลอดปีในพื้นที่เดียวกัน
7. พืชเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตที่มากกว่าการปลูกพืชแบบธรรมดาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
8. สามารถตัดปัญหาที่เกี่ยวกับศัตรูพืชที่เกี่ยวกับดิน ทำให้สามารถปลูกพืชในพื้นที่เดียวกันได้ตลอดทั้งปี ถึงแม้จะเป็นชนิดเดียวกัน
9. สามารถใช้น้ำและธาตุอาหารพืชอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่นปริมาณการใช้ลดลงไม่ต่ำกว่า 10 เท่าตัวของการปลูกแบบธรรมดา
10.สามารถควบคุมคุณภาพแวดล้อมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง แน่นอนและรวดเร็ว โดยเฉพาะในระดับรากพืช ได้แก่ การควบคุมปริมาณธาตุอาหาร pH อุณหภูมิความเข้มข้นของออกซิเจน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของพืชที่ได้สูงกว่าการปลูกพืชแบบทั่วๆไปมาก

ข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
1. เป็นระบบที่มีต้นทุนการผลิตเริ่มต้นค่อนข้างสูง เนื่องจากประกอบดด้วยอุปกรณ์ต่างๆ มากมายและมีราคาแพง
2. จะต้องใช้ผู้ชำนาญและมีประสบการณ์มากพอสมควรในการควบคุมดูแล
3. ต้องการควบคุมดูแลอย่างสม่ำเสมอ
4ถ้าหากไม่มีความรู้และความสามารถในการจัดการที่ดีพอ อาจทำให้ผลผลิตมีปริมาณธาตุอาหารในผลผลิตพืช เช่น ไนโตรเจนสูง จนเป็นอันตรายต่อการบริโภคได้
5. วัสดุปลูกกบางชนิดเน่าเปื่อยหรือเน่าสลายตัวยาก ทำให้อาจมีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้อารพืชที่ใช้แล้ว หากไม่มีการจัดการที่ดีก็อาจสร้างปัญหาให้แก่น้ำ เช่น ไนเตรต เป็นต้น

วัสดุปลูกและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน

1. โรงเรือนแข็งแรง ทั้งต้องตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ทำเลความเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิต คือ สภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ การคมนาคมสะดวก มีไฟฟ้าและแหล่งน้ำที่มีคุณภาพ เป็นต้น
2. ภาชนะและวัสดุที่ใช้ในการปลูกพืช
   2.1 ภาชนะที่ใช้ในการปลูก เน้นวัสดุที่มีความเหมาะสมตามความประสงค์ของระบบปลูก อาจเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น มีราคาถูก สะอาด ไม่ก่อให้เกิดพิษต่อต้านพืช
   2.2 วัสดุปลูก (growing media) เป็นวัสดุที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต วัสดุปลูกอาจเป็นอนินทรีย์สารหรืออินทรีย์สาร หรือวัสดุสังเคราะห์
ทั้งภาชนะและวัสดุปลูก โดยเฉพาะรางปลูกที่สามารถลดความร้อนของอุณหภูมิจะมีบทบาทสูงต่อกการเจริญเติบโตของต้นพืช
3.ปุ๋ย หรือ ธาตุอาหารพืช  อาจเป็นในรูปสารละลายของแข็งหรือเป็นของเหลวใส่ลงในน้ำก็ได้
4. น้ำ : เป็นทั้งตัวทำละลายและนำธาตุอาหารไปให้พืชใช้ ตลอดทั้งยังเป็นส่วนประกอบในส่วนต่างๆของพืช น้ำที่ใช้ในการปลูกควรจะมีคุณภาพดีในระดับหนึ่ง
5. ปั๊ม : เป็นอุปกรณ์ในการก่อให้เกิดการไหลเวียนของสารอาหารหรือสารละลายธาตุอาหารพืชและให้ออกซิเจนแก่รากพืช
6. ไฟฟ้า : เป็นต้นกำลังของพลังงาน
7. เมล็ดพันธุ์พืชหรือกล้าพืชที่ใช้ทำการปลูก : ควรเป็นพันธ์ที่ตลาดต้องการ สามารถหาและเตรียมต้นกล้าเพื่อปลูกได้ตลอดเวลา
8.อุปกรณ์สำหรับการเตรียมและตรวจวัดสารละลาย : เช่น เครื่องชั่ง ภาชนะใส่สารละลายเข้มช้น ปุ๋ยหรือธาตุอาหาร เครื่องมือตรวจวัด pH (pH meter) และ EC (Electric Conductivity) เป็นต้น
9. วัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น
   ๐ ถังใส่สารละลายสารอาหารพืช
   ๐ ถุงมือใช้ในการรักษาหรือควบคุม pH
   ๐ เครื่องชั่ง วัด ตวง ประมาณสารอาหาร
   ๐ วัสดุผูก มัด หรือรองรับต้นพืช สำหรับพืชที่มีความสูง เช่น มะเขือเทศ และรากของพืชไม่สามารถยึดแน่นกับวัสดุปลูกเหมือนกับการปลูกพืชบนดิน
จะเห็นได้ว่า พื้นที่ทางการเกษตรของแต่ละประเทศเริ่มลดลง และยังพบลักษณะของดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินกรด และดินด่าง เป็นต้น การปลูกพืชไร้ดินจึงสามารถทดแทนการปลูกพืชบนดินได้ เป็นการประหยัดพื้นที่เพาะปลูก และต่อไปภายหน้าอาจจะใช้วิธีนี้ปลูกพืชนอกโลกได้ด้วย และวิธีนี้ก็สามารถปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าการปลูกบนดิน เหมาะสำหรับการเพาะปลูกที่มีพื้นที่จำกัด ทั้งยังได้พืชผักปลอดสารพิษไว้บริโภค ดังนั้น การปลูกพืชไร้ดินจึงเป็นวิธีการเพาะปลูกที่น่าสนใจและมีอนาคต
    


มะนาวเดือนห้าท้าลมแล้ง

     มะนาวพันธุ์ตาฮิติในวงบ่อซีเมนต์

พอถึงหน้าแล้งทีไร มะนาวแพงทุกที ถ้าเกษตรกรท่านใดสามารถทำให้มะนาวออกดอกออกผลในหน้าแล้งได้ละก็ รับทรัพย์กันกระเป๋าตุงทีเดียวเชียวละ

ที่แปลงสาธิตการปลูกมะนาวนอกฤดูพันธุ์ตาฮิติ ของมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งร่วมกับ นิคมสหกรณ์สวรรคโลก จ.สุโขทัย และสหกรณ์หมู่บ้านสายใจไทยศรีนคร จำกัด ตลอดมามีผู้คนให้ความสนใจเดินทางเข้าไปศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะในช่วงที่มะนาวมีราคาดี
     มะนาวพันธุ์ตาฮิติ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ต้านทานต่อโรคทุกชนิดที่เกิดกับมะนาวหรือพืชตระกูลส้ม ให้ผลผลิตทั้งปี โดยไม่ต้องบังคับ โดยจะให้ผลผลิตมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ส่วนการดูแลรักษา เพียงแค่ใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ ปีละ 2 ครั้ง และถ้ามีแมลงศัตรูพืชรบกวน ก็จะใช้น้ำหมักที่สกัดจากสมุนไพร ฉีดพ่นโดยไม่ต้องใช้สารเคมีแม้แต่น้อย ไม่ชอบความแห้งแล้ง เมื่อเริ่มออกดอก อีก 5 - 6 เดือนนับจากนั้น ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้อายุ 5 ปี ขึ้นไปต้นใหญ่จะให้ผลผลิตมากถึง 500 ลูกต่อต้น น้ำหนักประมาณ 12 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม
     ส่วนการปลูกเพื่อให้มีผลผลิตนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ ระยะปลูกระหว่างต้น 1.20 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.50 เมตร ปลูกแบบแถวคู่แล้วเว้นทางเดิน 2 เมตร พื้นที่ปลูกปรับให้เรียบวางวงบ่อซีเมนต์เป็นเลขคู่เพื่อง่ายต่อการวางระบบน้ำและคำนวณแรงดันน้ำ ขนาดวงบ่อซีเมนต์ใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร
     ใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด ประกอบด้วยหน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ให้พูน เหยียบวัสดุปลูกขอบๆวงบ่อบริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ
     หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ขุดเปิดปากหลุมให้มีขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้ว ใช้เท้าเหยียบรอบๆต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยกและแนะนำให้ใช้ตอกมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก ตอกจะผุเปื่อยหลังจากปลูกไปนานประมาณ 2 เดือน ต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้ว ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ได้ตลอดทั้งปี ปลูกเดือนไหนก้ได้ตามแต่โอกาส สะดวก
     การบังคับให้มะนาวออกฤดูแล้งในรุ่นแรก ให้ปลูกต้นมะนาวในช่วงเดือนมกราคม ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ในปีเดียวกันบังคับต้นให้ออกดอกได้โดยใช้หลักการเหมือนกับปลูกลงดิน ผลผลิตมะนาวฤดูแล้วจะไปแก่และเก็บผลผลิตขายได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของปีถัดไป เท่ากับว่าการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ใช้เวลาปลูกเพียงปีเศษเท่านั้น เกษตรกรสามารถเก็บมะนาวฤดูแล้งขายได้แล้วจ้า
     ตัดแต่งกิ่งมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ทุกๆ 3 ปี โดยจะเริ่มตัดแต่งกิ่งและปลิดผลทิ้งทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม ในช่วงปีที่ 1 - 2 จะตัดแต่งบ้างแต่ไม่มากนัก ช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฏาคม บำรุงต้นเพื่อให้ลำต้นสะสมอาหารเพื่อกระตุ้นการออกดอกรุ่นแรกในเดือนสิงหาคมต่อไป.

Kasettuathai@dailynews.co.th


ประโยชน์ดีๆจากฟักทอง

     ฟักทองนอกจากจะอร่อยแล้ว แถมยังมีประโยชน์อีกมากมาย วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีประโยชน์จากฟักทองมาบอก
- ฟักทองมีรสหวาน มีเบต้าแคโรทีนสูง จึงป้องกันมะเร็งได้ โดยเฉพาะป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในผู้สูงอายุ ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดหัวเข่าและเอว ป้องกันโรคอัมพาต
- ฟักทองสามารถป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ช่วยบำรุงตับ ไต และสายตา
- ฟักทองเป็นผักที่มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ ไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คาร์โบไฮเดรตในฟักทองช่วยบำบัดโรคแผลในกระเพาะ และลำไส้ส่วนบน
- ฟักทองสามารถช่วยกำจัดเสมหะ ช่วยให้ชุ่มปอด บรรเทาอาหารหอบหืดที่เกิดจากอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรังในผู้สูงอายุ ช่วยบำรุงกำลัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปอดและม้ามอ่อนแอ
- เมล็ดฟักทองมีสรรพคุณด้านการรักษาและลดโอกาสในการเกิดโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายพยาธิตัวตืด
- น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดมีรสหวานมัน ใช้ทานบำรุงประสาท
     รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมมองหาฟักทองมาทานกันนะครับเพื่อสุขภาพและช่วยเกษตรกร

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากเดลินิวส์ออนไลน์


Thecatzillamusic รับจัดงานอีเว้นต์ต่างๆ ราคาเป็นกันเอง


คลิ๊กนี้มีความหมาย

Copyright (c) 2008-2015 by www.e-thailander.com